 |
สำหรับเด็กที่เพิ่งคลอด
คนภูเก็ตมักนิยมให้กินน้ำตาลแดง
โดยนำน้ำตาลแดงมาละลายน้ำแล้วให้เด็กดูด ซึ่งเชื่อกันว่าจะได้ล้างท้อง
ให้สิ่งสกปรกที่อยู่ในท้องออกมา และมีการนำด้ายสามสี คือ แดง ดำ
ขาว มาควั่นเป็นเกลียว แล้วนำไปผูกที่เอวและข้อมือของเด็ก เพราะเชื่อกันว่าจะเป็นขวัญแก่แม่ซื้อ
ทำให้เด็กไม่ตกใจ (แม่ซื้อก็คือ เจ้าแม่ที่คอยคุ้มครองเด็ก ๆ) แต่ปัจจุบันการปฏิบัติแบบนี้มักไม่ค่อยมีให้เห็นซักเท่าไหร่นัก
เมื่อทารกเจริญวัยครบ 1 เดือน ประเพณีหนึ่งที่น่าสนใจและค่อนข้างแปลกไปจากที่อื่นของคนภูเก็ต
ก็คือ การทำพิธีครบเดือน หรือที่ภูเก็ตเรียกว่า มั๋วโง้ย ซึ่งเมื่อเด็กอายุครบ
1 เดือน พ่อแม่จะทำการโกนหัวเด็ก หรือที่เรียกกันว่า "โกนผมไฟ"
เพราะถือกันว่าเป็นสิ่งสกปรก |
| บางคนเชื่อว่าควรทำพิธีกรรมนี้ก่อนเด็กอายุครบเดือน
ซัก 2 - 3 วัน จะทำให้เด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ หากทำหลังจากเด็กครบเดือนไปแล้ว
จะทำให้เป็นเด็กดื้อ จากนั้นก็จะนำเด็กไปไหว้พระที่ศาลเจ้า บางคนก็จะขอชื่อจีนจากเจ้าแม่กวนอิมเสียด้วยเลย
การนำเด็กมาไหว้พระ ก็เพื่อเป็นการขอบคุณเทพเจ้า ที่ได้ประทานเด็กมาให้
และให้คุ้มครองเด็กให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยจะนำขนมที่ถือว่าเป็นสิริมงคลไปไหว้พระด้วย
คือ ขนมเต่า (อังกู้) มีความหมายว่า
ให้มีอายุมั่นขวัญยืน ขนมถ้วยฟู (ฮวดโก้ย) หมายถึง ให้มีความเจริญรุ่งเรือง
ขนมอิ่วปึ่ง หมายถึง ให้มีความกลมเกลียวและสามัคคี ไข่ไก่ย้อมสีแดงเพื่อเป็นสิริมงคล
|
หลังจากเสร็จพิธีแล้ว พ่อแม่ หรือตัวแทน ก็จะนำขนมที่เตรียมไว้ไปแจกญาติ
ๆ ด้วย เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ญาติพี่น้อง ได้รับรู้ว่าได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น
และขณะนี้มีอายุครบเดือนแล้ว ส่วนใหญ่พิธีกรรมนี้มักจะทำเฉพาะกับเด็กผู้ชายเท่านั้น
แต่ปัจจุบันเด็กผู้หญิงก็มีการปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละครอบครัว
เมื่อญาติ ๆ ได้รับขนมที่นำไปฝากแล้ว ก็จะให้ของตอบกลับมา คือ หมี่สั่ว
หมายถึง ให้มีอายุยืน ข้าวสาร หมายถึง ให้อุดมสมบูรณ์ ไข่ไก่ หมายถึง
ให้มีบุตรหลายสืบทอดกันต่อไป น้ำตาลกรวด หมายถึง ให้มีชื่อเสียงและเกียรติยศ
แต่ปัจจุบันนี้มักให้เป็น อั่งเปา เสียเป็นส่วนใหญ่
|
 |
| จะเห็นได้ว่า
ตั้งแต่คลอดจนกระทั่งครบเดือน เด็กจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ และได้รับสิ่งที่เป็นมงคลทั้งร่างกายและจิตใจ
รวมทั้งความสุขทางด้านจิตใจของพ่อแม่และญาติ ๆ ด้วย เพราะในสมัยก่อนวิทยาการทางด้านการแพทย์ไม่ได้เจริญเหมือนอย่างทุกวันนี้
การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ และปัจจัยอื่น
อีกมากมาย ดังนั้นพิธีกรรมดังกล่าว อาจส่งผลให้จิตใจของพ่อแม่และญาติดีขึ้นก็เป็นได้
ปัจจุบันแม้ว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เลือนหาย
ขาดตอนไปบ้างเป็นบางช่วง แต่ก็ยังมีผู้ที่ถือปฏิบัติอยู่บ้างแล้วแต่โอกาสอันสะดวก
ทั้งนี้และทั้งนั้นแก่นแท้ของพิธีกรรม อาจแฝงไปด้วยความเหนียวแน่น
และเป็นปึกแผ่นของพี่น้องและญาติมิตร การอยู่ร่วมกันในสังคม ผู้ที่มาใหม่ได้ทำการแนะนำตัว
และเป็นที่ยอมรับของผู้ที่อยู่ก่อน อันจะเป็นความรักใคร่สามัคคี
ถ้อยทีถ้อยอาศัย ลูกหลานใครเป็นที่รู้จักกันถ้วนหน้า
|
การเจริญเติบโตของเมืองอาจทำให้เราห่างกัน
แต่หากเราค่อยเรียน ค่อยรับ ค่อยปรับ ค่อยเสริม
วัฒนธรรมเหล่านี้ก็อาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
และหากว่าเราคาดหวังจะให้อนาคตของบ้านเมืองเราเป็นอย่างไร ก็เก็บเอาความคาดหวังนั้นมาปลูกฝัง
และอบรมสั่งสอน ให้กับลูกหลานของเราเสียตั้งแต่วันนี้ บางทีอนาคตก็อาจเป็นได้ดั่งใจเรา
|
|
|
|